วิธีดูแลตัวเอง สำหรับคนโลหิตจาง

วิธีดูแลตัวเอง สำหรับคนโลหิตจาง

วิธีดูแลตัวเอง สำหรับคนโลหิตจาง โลหิตจาง คือ ภาวะที่ร่างกายมีจำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ ส่งผลให้ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้น้อยลง ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ผิวซีด รู้สึกเย็นตามมือและเท้า วิงเวียนศีรษะ และหน้ามืดโดยเฉพาะเมื่อลุกยืนกะทันหัน หรือทำกิจกรรมที่ต้องออกแรง ซึ่งการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพียงไม่กี่อย่าง อาจช่วยบรรเทาอาการ และส่งเสริมสุขภาพ โดยรวมของผู้ป่วยโลหิตจางให้ดีขึ้นได้

นอกจากการรักษาภาวะโลหิตจาง ด้วยวิธีทางการแพทย์ ผู้ป่วยควรดูแลสุขภาพของตนเองควบคู่ไปด้วย โดยเลือกบริโภคอาหารที่มีส่วนช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง หลีกเลี่ยงปัจจัยทางสภาพแวดล้อม ที่อาจส่งผลให้ปริมาณเม็ดเลือดแดงลดน้อยลง และหมั่นออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ตามข้อจำกัดทางสุขภาพของตนเอง

อาหารสำหรับผู้ป่วยโลหิตจาง

วิธีดูแลตัวเอง สำหรับคนโลหิตจาง ผู้ป่วยโลหิตจาง ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และอุดมไปด้วยสารอาหาร ที่ช่วยเสริมสร้างปริมาณเม็ดเลือดแดง ได้แก่

ธาตุเหล็ก เป็นสารอาหารหลักที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งปริมาณธาตุเหล็กที่บุคคลแต่ละกลุ่มควรได้รับ อาจแตกต่างกันไป ผู้หญิงอายุ 19-50 ปีต้องการธาตุเหล็กประมาณ 18 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนผู้ชายต้องการประมาณ 8 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งนี้ หญิงที่ตั้งครรภ์ จะต้องการธาตุเหล็กมากเป็นพิเศษ โดยควรได้รับวันละประมาณ 27 มิลลิกรัมต่อวัน ทว่าหญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร ต้องการธาตุเหล็กเพียง 9 มิลลิกรัมต่อวัน เท่านั้น อาหารที่เป็นแหล่งของธาตุเหล็กมีหลายชนิด ทั้งเนื้อแดง เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ผักใบเขียว ผลไม้แห้ง และพืชตระกูลถั่ว           

วิตามินบี 12 พบมากในเนื้อแดง ปลา ไข่ นม และผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม เช่น โยเกิร์ต ชีส เป็นต้น

กรดโฟลิค หรือวิตามินบี 9 ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน กำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตรนั้น ต้องการกรดโฟลิคในปริมาณมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งสารอาหารชนิดนี้ พบมากในผักใบเขียว ขนมปังหรือซีเรียลที่เสริมวิตามินบี และพืชตระกูลถั่วทั้งหลาย

วิตามินเอ อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ได้แก่ ผักใบเขียว มันเทศ แครอท พริกหวานสีแดง รวมถึงผลไม้บางชนิด เช่น แตงโม แคนตาลูป เป็นต้น

ทองแดง สารอาหารชนิดนี้ ไม่ได้ช่วยร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงโดยตรง แต่ทำงานร่วมกับธาตุเหล็ก เพื่อช่วยให้้กระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พบได้มากในตับ พืชตระกูลถั่ว ผลเชอร์รี่ สัตว์ปีก และสัตว์น้ำจำชนิด มีเปลือก เช่น หอย กุ้ง ปู เป็นต้น

โลหิตจาง

ผู้ป่วยโลหิตจาง ควรออกกำลังกาย อย่างไร?

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการออกกำลังกาย อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโลหิตจาง เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีปริมาณเม็ดเลือดแดง ไม่เพียงพอต่อการนำออกซิเจน ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย และหายใจไม่ทัน ทว่าการออกกำลังกายที่ไม่หนักจนเกินไป และอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม กับข้อจำกัดของร่างกายนั้น นอกจากจะไม่อันตรายแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม ผู้ป่วยโลหิตจาง จึงควรหันมาออกกำลังกายโดยปฏิบัติตามหลักพื้นฐาน ดังนี้

  • ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มต้นออกกำลังกาย เพื่อวางแผนการออกกำลังกาย ให้เหมาะสมกับสุขภาพ
  • เลือกออกกำลังกายที่ตนเองชื่นชอบ และทำได้ง่าย โดยมีเป้าหมายในการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง
  • หยุดพักระหว่างออกกำลังกาย เป็นระยะ ๆ หรือ เมื่อรู้สึกเหนื่อย
  • โดยทั่วไปควรออกกำลังกายวันละ 30-60 นาที ติดต่อกัน อย่างน้อย 3 วัน ต่อสัปดาห์ แต่ผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ควรเริ่มด้วยการออกกำลังกาย 10-15 นาที ติดต่อกัน จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มเวลาให้นานขึ้น 5 นาที ทุก ๆ 2-4 สัปดาห์จนเท่ากับการออกกำลังกายในระดับปกติ
  • ควรเพิ่มการออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น เล่นเวท แพลงกิ้ง อย่างน้อย 2 วัน ต่อสัปดาห์ โดยทำวันละ 1-3 เซต เซตละ 10-15 ครั้ง

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโลหิตจาง ควรตรวจสอบความพร้อมของร่างกาย ก่อนออกกำลังกาย และคำนึงถึงข้อควรระวัง ต่อไปนี้

  • ไม่ควรออกกำลังกาย หากมีความดันโลหิตขณะพัก สูงกว่า 180/110 มิลลิเมตรปรอท
  • หยุดออกกำลังกาย และรีบไปพบแพทย์ทันที หากรู้สึกเจ็บหน้าอก หายใจหอบ เหนื่อย และอ่อนเพลียอย่างมาก
  • การออกกำลังกายอย่างหนัก และการมีภาวะขาดน้ำ อาจทำให้โรคโลหิตจาง จากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว มีอาการรุนแรงขึ้นได้ ผู้ป่วยโรคนี้ จึงไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไป และคอยควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อมีภาวะโลหิตจาง

ผู้ป่วยโลหิตจาง ควรหลีกเลี่ยงสารเคมี สารพิษ เชื้อโรค และสภาพแวดล้อม ที่เป็นอันตรายต่อเม็ดเลือดแดง เพราะอาจทำให้เม็ดเลือดแดง มีปริมาณน้อยลงกว่าเดิม โดยควรระมัดระวัง ดังนี้

  • หลีกเลี่ยง หรือ จำกัด ปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้หญิงไม่ควรดื่มเกินวันละ 1 แก้ว ส่วนผู้ชายไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 แก้ว (1 แก้วเทียบเท่ากับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประมาณ 10 กรัม)
  • หลีกเลี่ยงสารเคมี หรือ สารพิษ ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย เช่น สารตะกั่ว สารหนู ยาแดพโซน  ยาเพนิซิลลิน เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงอากาศหนาวจัด เพราะอาจกระตุ้นให้เม็ดเลือดแดงแตกตัวได้
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีคนพลุกพล่าน เลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยโรคหวัด และล้างมือเป็นประจำ เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม ภาวะโลหิตจางมีหลายชนิด และอาจมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันไป ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับการปรับพฤติกรรม และชีวิตประจำวันให้เหมาะสม กับภาวะโลหิตจางแต่ละประเภท เพื่อจะได้ดูแลตนเองอย่างถูกวิธี และส่งผลดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้น

อ่านบทความน่ารู้อื่น ๆ ได้ที่เว็บไซต์ของเรา pgjust

Related Post